วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

ศาสนาสําคัญในประเทศไทย

ศาสนาคริสต์

๔.๑  ประวัติโดยย่อ
ประวัติโดยย่อ คริสตศาสนาเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.๕๗๓ ในปาเลสไตน์ หรือประเทศอิสราเอลปัจจุบัน ผู้ให้กำเนิดคือ พระเยซูคริสต์ เป็นบุตรของโจเซฟ ผู้มีอาชีพช่างไม้ เป็นเชื้อสายยิวแห่งนาซาเรธ และนางมาเรีย และเมื่อยังเยาว์วัย พระเยซูก็ได้ฝึกอบรมจากบิดามารดา เกี่ยวกับลัทธิของชาวยิว ส่วนในวันพระก็จะไปโบสถ์เพื่อสวดมนต์   และสนทนาธรรมเป็นประจำ เมื่ออายุ 30 ปี พระเยซูก็เริ่มพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องโลก และออกสั่งสอนศาสนาในหมู่บ้านต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือ และมีผู้เลื่อมใสศรัทธามากขึ้น คำสอนที่เป็นหัวใจของศาสนาคริสต์ เช่น " สอนให้มนุษย์มีความรัก และไม่เบียดเบียนกัน " พระเยซูสอนว่า " ผู้ที่ไม่เห่อเหิม และมีความนอบน้อมถ่อมกาย ย่อมจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ ผู้ที่แสวงหาความดี ก็จะได้รับความดี    ผู้ที่มีความกรุณาจงอย่าสู้รบกับความชั่ว ผู้ใดตบแก้มของท่าน จงหันอีกข้างหนึ่งให้ตบอีก และผู้ที่ใจบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะได้พบเห็นพระผู้เป็นเจ้า " จากคำสั่งสอนต่างๆ เหล่านี้ทำให้ความเลื่อมใสของชาวยิว ที่มีต่อพระเยซูได้เพิ่มมากขึ้น  เมื่อพระเยซูสิ้นชีพแล้ว บรรดาศิษย์ได้ดำเนินงาน เผยแพร่คำสอนของพระเยซู ต่อมาพระเยซูได้นามใหม่ว่า "  พระเยซูคริสต์  "  ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระคริสต์ได้ชื่อว่า " คริสเตียน "
                ปัจจุบัน คริสตศาสนาได้ฝังรากลึกไปเกือบทั่วโลกทั้งในทวีปยุโรป   อเมริกาเหนือ และใต้ ออสเตรเลีย มีนิกายใหญ่ๆ อยู่ ๓ นิกาย คือ  นิกายคาธอลิกกรีก นิกายโรมันคาธอ-ลิก และนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งแบ่งแยกย่อย เป็นนิกายอีกประมาณ ๒๕๐ นิกาย.
 ๔.๒  ข้อเปรียบเทียบระหว่างโรมันคาทอลิกกับโปรเเตสแตนท์   การปฏิรูปศาสนาที่เกิดขึ้น จนก่อให้เกิดการแบ่งแยกศาสนจักรออกมาเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆ มีสาเหตุหลายประการทั้งถูกต้องเหมาะสมและไม่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับเหตุผลหรือแรงจูงใจที่ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปศาสนา จากประวัติศาสตร์คริสตจักรในยุคปฏิรูปศาสนาพบว่าคริสตจักรบางแห่งทำการปฏิรูปเพราะเห็นว่าศาสนจักรในเวลานั้น อยู่นอกร่องนอกรอยของพระเจ้า โดยดูจากมาตรฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์ ขณะที่บางคริสตจักรปฏิรูปศาสนา เพราะเหตุผลทางการเมืองคือไม่ต้องการอยู่ใต้การปกครองของศาสนาจักรโรมันคาทอลิกไม่ต้องการเสียผลประโยชน์ในเรื่องการเงินที่ต้องส่งไปยังศาสนจักรที่กรุงโรม และบางคริสตจักรปฏิรูปศาสนา เพราะไม่พอใจที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกห้ามไม่ให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองทำสิ่งที่ผิดข้อกำหนดของศาสนจักรในเรื่องชิวตสมรส
                อย่างไรก็ตามการปฏิรูปที่แท้จริงมีเป้าหมายอยู่ที่การกลับไปอยู่ในตำแหน่งและเดินไปตามทิศทางที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ ซึ่งต่อไปนี้ผู้ศึกษาจะได้เห็นข้อเปรียบเทียบที่แตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิงของโรมันคาทอลิกในยุคนั้นกับโปรเเตสแตนท์ ซึ่งเป็นแรงผลักดัน ให้เกิดการปฏิรูปศาสนาที่ถูกต้องและเหมาะสมโดยนักปฏิรูปที่ชื่อมาร์ติน ลูเธอร์, อูลริช สวิงลี, จอห์น คาลวิน และอีกหลายต่อหลายคนในเวลาต่อมา


๔.๓  คำสอนในศาสนาคริสต์
   ๑.เรื่องพระคริสตธรรมคัมภีร์
                โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) ไม่เปิดโอกาสให้สามัญชนอ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเองเป็นการส่วนตัว
๒) ไม่สนับสนุนให้สามัญชนอ่านพระคัมภีร์    ด้วยการไม่อนุญาตให้แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษถึงประหารชีวิต
๓)  การตีความหมายของพระคัมภีร์เป็นกิจที่ทำได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ทางศาสนาเท่านั้น
                ๔) ยอมรับคำสอนตกทอดของคริสตจักรและคำสั่งของสันตะปาปา ว่ามีสิทธิอำนาจเท่ากับพระคัมภีร์
                ๕)  ยอมรับหนังสืออธิกธรรม เข้าในสาระบบของพระคัมภีร์
                โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
                ๑) กระตุ้นให้คริสตชนอ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเองเป็นการส่วนตัว นอกเหนือที่ได้รับฟังจากคริสตจักร
                ๒) สนับสนุนให้คริสตชนอ่านพระคัมภีร์ด้วยการแปลออกเป็นภาษาท้องถิ่น เพื่อสามัญชนจะสามารถอ่านและเข้าใจได้ด้วยตนเอง
                ๓) โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับผู้ที่เชื่อทุกคน ทำให้ผู้ที่เชื่อได้รับการดลใจ การเปิดเผยจากพระคัมภีร์
                ๔)  พระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์นั้น ถูกต้อง  และ สมบูรณ์   มีสิทธิอำนาจเหนือหนังสือ คำสอน วาทะของมนุษย์ทุกคน
๕)  พระคัมภีร์ ๖๖ เล่ม ที่บรรจุในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและสัญญาใหม่เท่านั้น ที่อยู่ในสาระบบที่คริสตจักรยอมรับ
    ๒. เรื่องความรอดโรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
                ๑) มนุษย์จะได้รับความรอดโดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์และการทำความดี
                ๒) การอภัยโทษบาปจะได้รับโดยพิธีบัพติสมา และจะหมดสภาพไปหากมนุษย์ได้กระทำบาปที่นำไปสู่ความตาย ซึ่งจะแก้ไขได้โดยการทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรม หรือการถวายทรัพย์
                ๓) ความรอดจะเป็นของผู้ที่อยู่ในศาสนจักรโรมันคาทอลิกเท่านั้น
                โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและปฏิบัติ คือ
                ๑) มนุษย์จะได้รับความรอดโดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น การทำดีเป็นผลจากการได้รับความรอดจากพระเจ้า  ไม่ใช่เป็นเหตุที่ทำให้ได้รับความรอด  (เอเฟซัส 2:8-10)
                ๒) การอภัยโทษบาป จะได้รับเมื่อมนุษย์เชื่อในการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ การรับ   บัพติสมาไม่ได้เป็นเหตุของการรับอภัยโทษบาป
                ๓) ความรอดเป็นของมนุษย์ทุกคนที่เชื่อและไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ไม่ใช่เพราะเป็นสมาชิกของ         คริสตจักร
   ๓.  เรื่องคริสตจักร
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) คริสตจักรที่แท้จริงประกอบด้วยผู้ที่รับบัพติสมาเข้าเป็นสมาชิกของศาสนจักร โรมัน-คาทอลิก
๒)  คริสตจักรที่แท้จริง คือ คริสตจักรโรมมันคาทอลิกส่วนคริสตจักรอื่นๆ เป็นคริสตจักรนอกรีต
                โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
                ๑) คริสตจักรที่แท้จริง ประกอบด้วย  ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์ ที่ร่วมสามัคคีธรรมในจิตวิญญาณ
๒) คริสตจักรที่แท้จริง คือ คริสตจักรที่เป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่เชื่อที่วางใจ ในพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า  และพระผู้ช่วยให้รอด   ที่เรียกว่าการบังเกิดใหม่
๓) คริสตจักร เป็นชุมชนของผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์   ที่ทำหน้าที่สำแดงความรัก   และนำมนุษย์มาถึงความรอดในพระเจ้า นั่นคือการตอบสนองพระมหาบัญชา
   ๔. เรื่องประมุขของคริสตจักร
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
                ๑) พระสันตะปาปาเป็นประมุขของพระศาสนจักร
๒) พระสันตะปาปาเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์บนแผ่นดินโลก
๓) พระสันตะปาปาไม่มีข้อผิดพลาดและคำพูดไม่มีผิด มีค่าเทียบเท่าพระคัมภีร์
๔) พระสันตะปาปาได้รับกุญแจสวรรค์ต่อจากอัครทูตเปโตร
๕) อัครทูตเปโตรเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของศาสนจักร
โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) พระเยซูคริสต์เป็นประมุขสูงสุดของคริสตจักร : เอเฟซัส 1: 22 "พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้ เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร"
๒) พระเยซูคริสต์เป็นศีรษะของคริสตจักร : เอเฟซัส 5:23 "เพราะว่าสามี เป็นศีรษะของภรรยาเหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร"
๓) คริสตชนทุกคนเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์ : ยอห์น 1:4 "พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์" มัทธิว 5:14 "ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้"
๔) คริสตชนทุกคนเป็นปุโรหิตหลวง 1 เปโตร 2:9 "แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านประกาศพระบารมีของพระองค์ผู้ได้ทรงเรียกท่านให้ออกมาจากความมืดเข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์"
๕) คริสตจักรที่แท้จริง คือ คริสตจักรที่เป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่เชื่อที่วางใจในพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดที่เรียกว่าการบังเกิดใหม่
๖) คริสตจักรเป็นชุมชนของผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ทำหน้าที่สำแดงความรัก และนำมนุษย์มาถึงความรอดในพระเจ้า นั่นคือการตอบสนองพระมหาบัญชา]
๗) มนุษย์ทุกคนเป็นบาป และมีข้อผิดพลาดทั้งสิ้น เว้นแต่องค์พระเยซูคริสต์ โรม 3:23 "เพราะทุกคนทำบาป จึงเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า"
๘) กุญแจสวรรค์อยู่กับคริสตชนทุกคน มัทธิว 28:19 "เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเราให้รับบัพติสมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์"
๙) อัครทูตเปโตร  เป็นหนึ่งในบรรดาอัครสาวกของพระเยซูคริสต์  และก็เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นในการรับใช้พระเยซู แม้จะผิดพลาดล้มเหลวและล้มลงหลายครั้งก็ตาม
   ๕.  เรื่องคนกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์
                โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
                ๑) วีรบุรุษแห่งความเชื่อที่ได้ดำเนินชีวิตและสละชีวิตเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ถูกยกย่องว่าเป็นนักบุญ และเป็นคนกลางที่คริสตชนสามารถอธิษฐานผ่านเพื่อทูลต่อพระเจ้าได้
๒) คำอธิษฐานใดที่ไม่ได้รับคำตอบในพระนามของพระเยซู ก็ให้อธิษฐานทูลขอต่อพระแม่มารีย์ก็จะได้รับคำตอบแน่นอน ( มีการอธิบายว่าพระเยซูทรงรักพระมารดามาก ถ้าพระมารดาขอพระองค์จะทรงประทานให้เสมอ
โปรแตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) พระเยซูคริสต์เป็นคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ 1 ทิโมธี 2:5 "ด้วยเหตุว่ามีพระเจ้าองค์เดียว และมีคนกลางผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์"
๒) พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานผ่านทางคำทูลขอที่ผ่านทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น ยอห์น 14:13 "สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร"
  ๖.  เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) สนับสนุนให้คริสตสมาชิกกราบไหว้รูปปั้นของพระแม่มารีย์, รูปปั้นของอัครทูตและรูปปั้นของนักบุญทั้งหลายในการประชุมของศาสนจักรโรมันคาทอลิก ค.ศ.1526 ที่เมืองเตรนต์ (Trent) ได้เสนอว่า "คริสตจักรควรจะมีรูปปั้นของนักบุญและการกราบไหว้ก็เป็นสิ่งที่สมควรทำ"
๒) กรุงโรมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตคริสตสมาชิกทุกคนต้องเดินทางมาแสวงบุญที่นี่ (เหมือนกับการที่คนมุสลิมต้องไปแสวงบุญที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย)
๓) สิ่งของเครื่องใช้ของพระเยซู พระแม่มารีย์และเหล่านักบุญเป็นสิ่งของที่ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์เดชในการรักษาโรคและการตอบคำอธิษฐาน เช่น ผ้าคลุมพระพักตร์ของพระเยซู สายรัดเอวของนางมารีย์
โปรแตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน อพยพ 20:4-5 "อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือแผ่นดินโลกเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้นเพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษบิดาตกไปถึงลูกหลานของผู้ซึ่งชังเราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน"
๒) พระเจ้าสถิตอยู่ในคริสตจักรของพระองค์ คือ ในตัวของผู้ที่เชื่อไม่ใช่เฉพาะเจาะจงที่มหาวิหารในกรุงโรม (มัทธิว 18:20 "   ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆ ในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น")
3. พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของคริสตชนด้วยพระคุณ ไม่ใช่โดยวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทีเรายึดถือ หรือสูตรคาถาใดๆ :  มัทธิว 6:7-8 "แต่เมื่ออธิษฐาน อย่าพูดพล่อยๆ ซ้ำซาก เหมือนคนต่างชาติกระทำเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ   พระเจ้าจึงจะทรงโปรดฟัง อย่าทำเหมือนเขาเลย  เพราะสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว"
   ๗.  เรื่องบาปกำเนิดและการไถ่บาป
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
                ๑) พระแม่มารีย์เป็นผู้ที่ไม่มีบาปกำเนิด ( หมายถึงบาปที่ตกทอดจากอดัมและเอวา )
๒) พระสันตะปาปาเป็นผู้ที่ถือกุญแจคลังกุศล (คลังกุศล คือ ที่ที่พระแม่มารีย์และนักบุญทั้งหลายได้ทำบุญที่มีมากนำมารวมกันที่นี่และสามารถใช้คลังกุศลทดแทนบาปของคริสตชนได้)
๓) พระสันตะปาปาสามารถตั้งเงื่อนไข  ที่จะรับความรอดได้  เช่น ทุกคนที่อาสาไปรบในสงครามครูเสดจะได้รับการยกบาปทั้งหมด  ผู้ที่บริจาคเงินซื้อใบบุญไถ่บาป จะได้รับการยกโทษบาป และช่วยให้พี่น้องพ้นจากแดนชำระได้
โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป : โรม 3:10 "ตามพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย"
๒) พระเยซูคริสต์เป็นผู้เดียวที่มีสิทธิอำนาจการยกบาป 1 ยอห์น 1:9 "ถ้าเราสารภาพของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น"
   ๘.  เรื่องแดนชำระ
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) หลังจากที่คริสตชนตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะต้องไปอยู่แดนชำระเพื่อชำระความบาปที่ได้ทำไปขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก บางคนอาจจะถูกชำระเป็นร้อยๆ ปี ซึ่งเจ็บปวดทุกข์ทร-มาน แต่ก็มีวิธีช่วยได้จากญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ในโลก   ด้วยการนำเงินถวายเข้าคลังกุศลเพื่อช่วยวิญญาณที่ทนทุกข์เหล่านี้
โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องแดนชำระในพระคัมภีร์ ตรงกันข้ามกลับให้ความมั่นใจต่อคริสตชนอย่างหนักแน่นในความรอดที่จะได้รับเพราะเหตุความเชื่อในพระเยซู : โรม 8:1 "เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์"และยอห์น 3:16 "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์"
    ๙.  เรื่องพิธีศักดิ์สิทธิ์
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) พิธีศักดิ์สิทธิ์มีด้วยกัน 7 ประการ คือ
๑.๑) ศีลบัพติสมา หรือศีลล้างบาป ผู้ที่รับทุกคนจะได้รับความรอด
๑.๒) ศีลกำลัง ผู้ที่ได้รับศีลนี้จะได้รับพระคุณ 7 ประการ คือ พระดำริ  ( มีสติของพระเจ้า )สติ-ปัญญา (เข้าใจในสิ่งที่เรา ต้องเชื่อ และต้องปฏิบัติ) ความคิดอ่าน (ตัดสินใจตามความเชื่อ) กำลัง (ต่อสู้กับศัตรูฝ่ายวิญญาณ) ความรู้ (รู้ความจริงแห่งพระศาสนา) ความศรัทธา (รักพระเป็นเจ้าในฐานะเป็นพระบิดา) ความยำเกรง (เคารพพระเป็นเจ้า)
๑.๓) ศีลอภัยบาป เป็นศีลที่ต้องกระทำอย่างน้อยปีละครั้ง โดยต้องไปสารภาพบาปต่อบาท
หลวง
๑.๔) ศีลมหาสนิท เชื่อว่าขนมปังและเหล้าองุ่นเมื่อเข้าสู่พิธีจะเปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสต์จริง
๑.๕ ศีลเจิมไข้ หรือศีลเสบียง  สำหรับคนป่วย หรือคนชรา   เพื่อเสริมกำลังในการเดินทางไปพบพระเจ้าหลังความตาย
๑.๖) ศีลบวช เป็นศีลเจิมผู้ที่เข้าดำรงตำแหน่งบรรพชิตของคาทอลิก
๑.๗) ศีลสมรส สำหรับการประสาทพรของพระเจ้าแก่คู่สมรส
โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ
๑) พิธีศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูคริสต์  ได้สั่งให้ปฏิบัติ มีเพียง 2  พิธี  คือ   พิธีบัพติศมา และพิธีมหาสนิทเท่านั้น :  มัทธิว 28:19  " เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลาย จงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติสมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์" และ 1 โครินธ์ 11:23-26 เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าได้มอบไว้แก่ท่านนั้นข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า    คือในคืนที่เขาอายัดพระเยซูนั้น  พระองค์ทรงหยิบขนมปัง  ครั้นขอบพระคุณแล้วจึงทรงหักแล้ว ตรัสว่า "นี่เป็นกายของเรา  ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำเช่นนี้เพื่อเป็นที่ระลึก ถึงเรา " เมื่อรับประทานแล้ว  พระองค์ทรงหยิบถ้วย ด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่   โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเพื่อระลึกถึงเรา"
๒) ในเรื่องการแปรสารจากขนมปังและเหล้าองุ่น เป็นพระกายและพระโลหิตเป็นเรื่องที่ไม่ได้  กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ซึ่งขนมปังและเหล้าองุ่นเป็นอุปกรณ์ที่พระเยซูทรงใช้ เพื่อสื่อความหมายถึงพระกายและพระโลหิตของพระองค์ที่ต้องแตกหักและหลั่งออกเพื่อไถ่โทษบาปของมนุษย์ทุกคน

          จากข้อเปรียบเทียบในเรื่องความแตกต่างระหว่างคริสตจักรโรมันคาทอลิกกับโปรเเตสแตนท์ ทำให้เห็นการดำรงอยู่ของคริสตจักรที่แท้จริงนั้น จะต้องวางอยู่บนพระวจนะของพระเจ้า  อย่างไม่หวั่นไหว  โดยไม่ต้องวิตกกังวล  กับสถานการณ์ที่เลวร้ายรอบด้าน และ ไม่หลงผิดในการเผชิญหน้ากับอุปสรรค  ที่อยู่ข้างหน้า ด้วยการที่สันตะปาปาใช้วิธีการที่ขัดกับพระวจนะของพระเจ้า   เพียงเพื่อแก้ไขปัญหา และเอาชนะอุปสรรคที่อยู่ข้างหน้า  เช่น  ต้องการเงิน สำหรับซ่อมแซมพระวิหารที่กรุงโรม    ก็ใช้วิธีการระดมเงินโดยการประกาศขายใบไถ่บาป  และการเชิญชวนบริจาคเงินเพื่อช่วยให้วิญญาณที่ตายไปแล้วจะผ่านแดนชำระอย่างรวดเร็วและผู้ที่อยู่ในแดนชำระก็จะได้ขึ้นสวรรค์ การกระทำเช่นนี้เป็นการทรยศต่อความจริง และไม่เป็นผลดีแต่ประการใดสำหรับจิตวิญญาณของ   คริสตชนเลย   ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้ บาทหลวง  มาร์ติน ลูเธอร์  ไม่สามารถทนต่อการทรยศต่อพระเจ้าได้  ท่านจึงได้ทำการปฏิรูปศาสนาเพื่อให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง ตามบรรทัดฐานของพระคัมภีร์ ท่านลูเธอร์ ได้ยืนยันว่ามนุษย์ได้รับความรอด  และมีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า โดยการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ผู้ยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปของมนุษย์ นั่นคือพระราชกิจที่สำคัญที่สุด และวันอีสเตอร์แรกเมื่ออุโมงค์ว่างเปล่าเพราะพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย  ตามคำทำนายของพระองค์   ซึ่งเป็นความหวังใจแก่ผู้เชื่อว่า   เมื่อกายจากโลกนี้ไปแล้ว  จิตวิญญาณจะไปอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้านิรันดร ดังนั้นความรอดของ  โปรแตสแตนท์  โดยการกลับใจใหม่ของบุคคลนั้น ส่วนการอธิษฐาน โปรแตสแตนท์เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่เป็นคนกลางระหว่างมนุษย์ กับพระเจ้า และเราสามารถอธิษฐานด้วยตัวเองทุกหนทุกแห่ง  เพราะพระเจ้าทรงสากลสถิต  จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งนักบวชเช่นบาทหลวงอย่างคาทอลิก ยิ่งกว่านั้นโปรแตสแตนท์สนับสนุนให้ผู้เชื่ออ่านพระคัมภีร์เพื่อเขาจะเติบโตเรื่องความเชื่อ  หนุนใจให้เขาอธิษฐานเผื่อคนอื่นๆ   และการประกาศข่าวประเสริฐแก่คนที่ไม่เชื่อ เพราะ คนเหล่านั้นคือพี่น้องของเราที่ยังหาพระเจ้าพระบิดาไม่พบ  ศาสนาอื่นอ่านต่อ